|
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะแจกคูปองให้กับคนจนเพื่อนำไปซื้อสินค้าหรืออาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนจนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียดทั้งเรื่องของราคาคูปองที่จะแจกและพิจารณาระยะเวลาที่แจกเป็นระยะเวลาเท่าไร หรือกลุ่มคนจนที่จะแจกควรมีรายได้เท่าไร เป็นต้น คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จก่อนการจัดงานมหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค.นี้
หลักการเบื้องต้นของมาตรการดังกล่าวคือการเข้าไปช่วยเหลือคนจนเป็นการทั่วไปเพื่อนำคูปองไปแลกซื้อสินค้าหรืออาหาร ส่วนมูลค่าคูปองจะเป็นเท่าไรอยู่ระหว่างการหารือ รวมทั้งระยะเวลาที่แจก แต่เบื้องต้นคิดว่าจะใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของมาตรการสร้างรายได้ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเร็วกว่ารายได้ของประชาชน”
ส่วนงานมหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นจะเปิดให้ประชาชนทั่วไป ได้ติดตั้งถังแก๊สเอ็นจีวีในราคาถูกหรือประมาณ 30,000-35,000 บาทต่อถัง ไม่จำกัดจำนวน โดยมีร้านค้าที่รับติดตั้งมาเปิดให้บริการด้วย
ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐ-มนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะผลักดันให้ “เมดอินไทยแลนด์” เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญ อยู่ในปัจจุบัน โดยปลุกกระแสให้คนไทยหันมาใช้สินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ หรือสินค้าไทยให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพ และลดค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมาไทยต้องสูญเสียเงินตราปีละมหาศาล จนทำให้ไทยต้องขาดดุลการค้า
ปลุก “เมดอินไทยแลนด์”
“เมดอินไทยแลนด์จะเป็นยุทธศาสตร์ชาติอย่างหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดุลการค้า และลดภาระประชาชนในประเทศ โดยงานแรกสั่งให้กรมส่งเสริมการส่งออกทบทวนแผนการจัดงานเมด อิน ไทยแลนด์ ที่เคยโด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน กลับมาโปรโมตสินค้าไทยให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อใช้เป็นโครงการนำร่องปลุกกระแสให้คนไทยตื่นตัวบริโภคสินค้าในประเทศ”
ทั้งนี้ จะเชิญบริษัทในประเทศที่รับจ้างผลิตสินค้าให้สินค้ายี่ห้อดังระดับโลก นำสินค้ามาตรฐานสากลทุกประเภทมาจำหน่ายให้คนไทยราคาถูก แต่จะต้องไปขออนุญาตบริษัทแม่ และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาก่อน เพื่อมาขายในงานเมด อิน ไทยแลนด์ เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าดี มาตรฐานสากล แต่ราคาถูก ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนให้ผู้ผลิตในประเทศผลิตสินค้ามาตรฐานสากลมาจำหน่ายในราคาถูกด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น มีผลต่อค่าครองชีพ เพิ่มเงินเฟ้อ และขาดดุลการค้ามากขึ้น ดังนั้นการรณรงค์ให้คนไทยซื้อสินค้าผลิตในประเทศแทนสินค้านำเข้า จะช่วยลดดุลการค้าได้ทางหนึ่ง
นายมิ่งขวัญกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกตรวจสอบมูลค่าการส่งออก และนำเข้าในต่างประเทศ ทบทวนแผนการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และจัดหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีใหม่ รวมถึงทบทวนการใช้ระบบการค้าแลกเปลี่ยน (บาร์เตอร์เทรด) ในการเพิ่มการค้าระหว่างประเทศ ส่วนเป้าหมายการส่งออกของไทยในปีนี้ยังคงเป้าหมายที่ 12.5-15% โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการส่งออกคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จนกระทบต่อค่าครองชีพ และเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ตนจะเรียกประชุมคณะกรรมการอาหารและพลังงาน ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงหามาตรการประหยัดพลังงานด้วย
น้ำมันดีเซลมีสิทธิ์ลิตร 45 บาท
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทผู้ค้าน้ำมันทุกรายได้ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซล อีก 70 สตางค์ (สต.) ต่อลิตร มีผลตั้งแต่เช้าวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันของทุกบริษัทเท่ากันทั้งหมด คือ น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 40.79 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 อยู่ที่ 39.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 36.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 35.29 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล 39.74 บาทต่อลิตร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนค่าการตลาดได้
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวมาอยู่ที่ 122.8 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 5.05 เหรียญฯจากสัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 133.23 เหรียญฯเพิ่มขึ้น 10.6 เหรียญฯ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 138.54 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 4.73 เหรียญฯ น้ำมันเบนซินสิงคโปร์อยู่ที่ 137.31 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 3.94 เหรียญฯ น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 162 เหรียญฯ เพิ่มขึ้น 5.84 เหรียญฯ
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวว่า จากที่นักวิเคราะห์ราคาน้ำมันได้ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 150 เหรียญฯในเดือน ก.ค.นี้ มีความเป็นไปได้สูง เพราะล่าสุดน้ำมันดิบวิ่งไปที่ระดับ 138 เหรียญฯ ดังนั้น ราคาขายปลีกในประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลอาจต้องปรับขึ้นอีกครั้งในกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำให้ราคาพุ่งสูงเกิน 40 บาทต่อลิตร และหากน้ำมันดิบแตะระดับ 150 เหรียญฯ เมื่อใดก็จะมีผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศก็จะต้องปรับตัวไปที่ 45 บาทต่อลิตรทันที
“ล่าสุด ค่าการตลาดน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 สต.ต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 1 บาทต่อลิตร หลังการปรับราคารอบนี้แล้ว จึงห่วงว่าหากยังดีดตัวไม่หยุด จะเห็นการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 2-3 บาทต่อลิตร”
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ยังมีทิศทางที่สูงขึ้นและน้ำมันดีเซลมีโอกาสทะลุ 40 บาทต่อลิตร กกร.จึงมีความกังวลว่าจะฉุดให้ภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัวมากเท่าที่ควร เพราะจะกระทบกับค่าขนส่งและกำลังซื้อประชาชน โดยขณะนี้เอกชนเริ่มชะลอการขยายกิจการเพิ่มเติมในประเทศแล้ว เพราะไม่มั่นใจว่ากำลังซื้อประชาชนจะมีมากน้อยเพียงใด และเห็นผลชัดเจนช่วงไตรมาสที่ 3 นี้.
ที่มา : ไทยรัฐ 10 มิถุนายน 2551
|